วันเสาร์ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

แจ็กพอต!





พระอาจารย์ –  ภาวนาหาเกิดมาตั้งหลายปีแล้ว ยังก้าวข้ามความเป็นคนไม่ได้เลย ยังหนีพ้นความเป็นคนไม่ได้เลย ทั้งหัวเราะไปทั้งร้องไห้มาก็เยอะ ก็ยังก้าวข้ามความเป็นคนนี้ไม่ออก

นี่คือภพชาติปัจจุบันนี่ ...เอามันไปไว้ไหนล่ะ เอาไว้ลงหลุมเหรอ เอาไว้เผาเวลาตายเหรอ เอาไว้ให้ญาติเก็บกระดูกมาขึ้นหิ้งหรือไง หือ ...มีกายเอาไว้แค่เนี้ยนะ

ถ้ามีกายไว้แค่นี้ เราเรียกว่าอะไรรู้ไหม...เสียชาติเกิด ...อุตส่าห์ดิ้นรนขวนขวายลงทุนลงแรงนะ กว่าจะได้กายก้อนนี้มาน่ะ ไม่ใช่ได้มาง่ายๆ ...ได้กายมานี่ไม่ใช่ของง่าย

ท่านเปรียบเหมือนว่า...มีเต่าตัวหนึ่งดำผุดดำว่ายอยู่ในมหาสมุทร แล้วร้อยปีทีหนึ่งจึงมีบ่วงบาศทิ้งลงมากลางมหาสมุทร แล้วมันคล้องพอดีหัวเต่านั้นน่ะ ...นั่นน่ะการเกิดมนุษย์ ยากขนาดนั้น ไม่ใช่ของง่าย

การได้กายมาเป็นสมบัติ การได้ขันธ์ห้ามาเป็นสมบัตินี่...มนุสสปฏิลาโภ ...ยังมีผู้อยากเกิดเป็นคนอีกเยอะ ยังมีจิตวิญญาณมากมาย นับอเนกอนันต์ที่รอการมาเป็นคน...แต่ยังไม่มีโอกาส

แต่พวกเราๆ ท่านๆ นี่ มีโอกาส ได้โอกาส ...แต่ใช้โอกาสไม่เต็มที่  ปล่อยให้กายนี้ ค่อยๆ เสื่อมสภาพแตกสลายไป...โดยไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลในองค์มรรคขึ้นมาเลย

อีกทั้งบางผู้ปฏิบัติยังถึงขั้นปรามาสกายและศีล ว่าเป็นของต่ำ ว่าเป็นของไม่สำคัญ ว่าเป็นของพื้นๆ ว่าเป็นของที่ทำให้ติดข้องหรือว่าบังในการภาวนาด้วยซ้ำ

โอกาสของกายนี่...มีไม่มาก ประมาณโดยเฉลี่ยก็ ๘๐ ปีเท่านั้นเอง นิดเดียวนะ...เทียบกับอายุขัยจักรวาล อนันตาจักรวาล เทียบกับอายุที่ไม่มีวันจบสิ้นของจักรวาล...ถือว่าเหมือนกับน้ำค้างกลางหาวหนึ่งหยดเอง

นี่เขาเรียกว่าเป็นนาทีทอง...ที่จะตักตวงศีล เพื่อเป็นเหตุให้เกิดสมาธิ เพื่อเป็นเหตุให้เกิดปัญญา เพื่อให้เกิดความชัดแจ้งในองค์มรรค เพื่อดำเนินอยู่ในองค์มรรคจนถึงผล

แต่นักภาวนากลับละเลย เมินเฉย ไม่เห็นสาระสำคัญในกาย ไม่เห็นสาระสำคัญในศีล..ปกติปัจจุบันกายปัจจุบันศีลนี้ ...กลับไปเห็นสาระสำคัญในศีลที่เป็นข้อๆ ข้อๆ แค่นั้น 

แล้วก็กลับไปเห็นสาระสำคัญในการภาวนา...ในส่วนที่เป็นนามธรรม สภาวธรรม สภาวะจิต สภาวะอารมณ์ สภาวะกิเลส ...มันละเลยรากเหง้า พื้นฐาน

นี่เวลาพวกเราไปรับศีล พระท่านให้ศีลให้พร...สีเลนะ สุคะติง ยันติ .. สีเลนะ โภคะสัมปะทา .. สีเลนะ นิพพุตติง ยันติ ตัสมา สีลัง วิโสธะเย ...จะสำเร็จเข้าสู่นิพพานได้ด้วยศีลวิสุทธินี่...อันบริสุทธิ์ในศีล

ฟังกันเช้าค่ำนั่นแหละ เวลาเข้าวัดทำบุญให้ทานขอศีลอะไรนี่ จะต้องมีพระท่านบอกว่า สีเลนะ นิพพุตติง ยันติ ตัสมา สีลังวิโสธะเย ... สีลังวิโส สีลวิโส คือศีลวิสุทธิ

แต่พวกเรากลับให้สาระสำคัญในศีลวิสุทธินี่น้อย แล้วก็คลาดเคลื่อนในนัยยะของคำว่าศีลวิสุทธิ ศีลอันบริสุทธิ์ ...บริสุทธิ์กายจึงจะถึงคำว่าบริสุทธิ์ใจ อันนี้ก็เป็นคำพูดที่มีมาตั้งแต่โบร่ำโบราณแล้ว

ทุกอย่างทำด้วยความบริสุทธิ์กายบริสุทธิ์ใจ นี่ภาษาคำพูด ...แต่จริงๆ ไม่เคยบริสุทธิ์กายบริสุทธิ์ใจหรอก  ปากว่าเฉยๆ มันไม่เข้าถึงความบริสุทธิ์กายบริสุทธิ์ใจในความเป็นจริง

คำว่าบริสุทธิ์กาย...มันบริสุทธิ์ยังไง เข้าถึงความบริสุทธิ์กายมันเข้าถึงยังไง ทำยังไงถึงจะทำความบริสุทธิ์กายให้เกิดขึ้นได้ ...ตรงนี้ต้องมาเรียนรู้เรื่องของศีล 

ตรงนี้ต้องเอาสติมาเรียนรู้กับกาย ที่มันมี ที่มันกำลังดำรงอยู่ในปัจจุบัน ...แล้วมันเฟ้น..สติ สมาธิ จะเป็นตัวเฟ้น คัดกรอง สิ่งที่มันแอบอิงกับกายปัจจุบัน 

นี่ไม่พูดในฐานะกายอดีตกายอนาคตเลยนะ ...อะไรที่มันแอบอิงอยู่กับกายปัจจุบันนี่ สติ สมาธิ และปัญญานี่ มันจะคัดกรองออก กลั่นกรอง แยบคาย โยสิโสมนสิการออก

จนเหลือแต่กายเน็ทๆ กายล้วนๆ ที่ปราศจากมลทินแอบอิง เจือปน ครอบงำ ปิดบัง บิดเบือนจากสภาพที่แท้จริงของกาย ...ก็จะเข้าถึงวิสุทธิกาย ก็จะเข้าถึงวิสุทธิศีล เป็นครั้งเป็นคราวไป

ความรู้สึกแข็ง ตึง อ่อน แน่น หนัก เบา ไหว นิ่ง อุ่น ร้อน หนาว เย็น ยวบยาบ ซาบซ่าน ...เหล่านี้คือความรู้สึกที่แท้จริงของกาย คือการปรากฏขึ้นของกายอย่างแท้จริง

คือความเป็นกายตามสภาพ ที่ไม่ได้เกิดจากการเสกสรรปั้นแต่งของใครบุคคลใด ...จึงเรียกว่าเป็นกายปกติ กายธรรมดา หรือกายศีล หรือกายวิสุทธิ...กายอันบริสุทธิ์

ปราศจากมลทิน...คือความคิด ความเห็น ความปรุงแต่ง ความหมายมั่น ความเชื่อ ภาษา บัญญัติ ตำรา อดีต อนาคต ...เห็นมั้ย ตัวมลทินที่มันมาครอบงำกายนี่ มันเนื่องมาจากจิตล้วนๆ

แล้วมันจะเห็นกายบริสุทธิ์ได้ด้วยวิธีการใดเล่า ถ้าไม่ใช่ด้วยสัมมาสมาธิ..ใช่ไหม ...แล้วทำกันบ้างไหมเนี่ย เออ ไม่ใช่ว่าทำแค่พอผ่านไปที 

แค่นั้นน่ะมันจะพอมั้ย มันจะพอล้มล้างได้มั้ย ...กับกิเลสที่มันนอนเนื่อง จมแช่ ให้มันเผลอไผล ล่องลอยออกจากก้อนกายก้อนศีลในปัจจุบัน

แต่ให้มันเห็นซ้ำซากลงในก้อนนี้...ที่นี้ที่เดียว เวลาเดียว ...รู้ไหมเวลาเดียวคือเวลาไหน ...คือเวลาปัจจุบัน ถือเวลาปัจจุบันเป็นเวลาเดียว

กายมันไม่หนีไปไหนหรอก เขาก็แสดงความเป็นจริง..หัวจรดตีนเนี่ย..วันยังค่ำ ไม่เคยมิดเม้ม ไม่เคยปิดบัง ไม่เคยแอบ ไม่เคยซ่อน ...เขาประกาศความเป็นจริง ทุกปัจจุบันไป

มันต้องไปค้นไปหาที่ไหนไหมเนี่ย มันต้องไปทำขึ้นมาใหม่ไหมเนี่ย มันต้องไปออกแรงแบกหามไหม มันต้องไปลงทุนทำบุญ ไปรอผลบุญในภายภาคหน้าไหม 

มันต้องลงทุนมาเชียงใหม่มั้ย มันต้องลงทุนมานั่งอยู่หน้าอาจารย์มั้ย มันต้องเปลี่ยนเป็นท่านั่งขัดสมาธิเพชรสองชั้นหรือสี่ชั้นไหม ...มันถึงจะเห็นอันนี้ขึ้นมาได้นี่ หือ มันง่ายเกินไปไหมเนี่ย

เออ ก็เพราะไอ้มันง่ายเกินไปนี่ มันเลยไม่ค่อยเชื่อ..."ไม่น่าจะใช่  พระพุทธเจ้าท่านน่าจะสอนอะไรที่มันยากกว่านี้รึเปล่า ละเอียดลึกซึ้งกว่านี้รึเปล่า...เอาที่ไหนมาพูด อมพระมาพูดก็ไม่เชื่อ"

แต่มึงต้องเชื่อ เพราะกูเป็นพระพูด...ไม่ได้อมพระมาพูด แต่กูเป็นพระมาพูด มึงต้องเชื่อ 

เออ ถ้าอมพระมาพูด..ไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร แต่นี่เป็นพระมาพูดนี่ต้องเชื่อซะบ้าง ไม่ได้โกหก ...เถียงมาดิ ไอ้ที่พูดมามันไม่จริง เถียงได้มั้ย



คัดลอกโดยตัดทอนมาจาก

คำสอน "พระอาจารย์"

(แผ่น 15) แทร็ก 15/30





วันเสาร์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2559

เฉลยข้อ ก.กาย

ขอบพระคุณภาพ :  วัดพระสี่อิริยาบถ อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร
Thanks for image  :  Wat Phra Si Iriyabote (Kamphaengphet)





พระอาจารย์ –  เพราะนั้นถ้าเพียรเพ่งลงที่กาย รู้เห็นแต่จำเพาะกายจริงๆ นี่ มันจะเห็นขันธ์ห้าเกิดดับ และก็จะเห็นว่าขันธ์ห้ามันเกิดที่ไหน เกิดจากอะไร ...ขันธ์ห้าเกิดมาจากจิตปรุงแต่ง

แต่ถ้าไปดูขันธ์ห้าเกิดดับ จะไม่เห็นกายตามความเป็นจริง จะไม่รู้จักกายตามความเป็นจริง ซึ่งกายตามความเป็นจริง ใจตามความเป็นจริงนี่ คือแก่น แก่นของขันธ์ห้า

คือมันเป็นตัวอ้างอิงของกิเลส ที่มันจะสร้าง...อาศัยกายใจนี่เป็นตัวอ้างอิงไปสร้างขันธ์ห้า เพราะนั้นถ้าไปดูขันธ์ห้าเกิดดับ มันก็ไม่มีการที่จะถึงที่สุดของขันธ์ห้าเกิดดับ ที่ว่าดับโดยสิ้นเชิง

มันจะดับได้ยังไงโดยสิ้นเชิง เพราะมันยังไม่รู้เลยว่าต้นตอของขันธ์ห้านี่ มันมาจากอะไร มันอ้างอิงอะไรเป็นการสร้างขันธ์ห้าขึ้นมา ...รูปเวทนาสัญญาสังขาร มันอ้างอิงอะไร

มันก็บอกตั้งแต่ต้น ตั้งแต่หัวข้อแรกแล้วว่า “รูป” ...รูปมันอ้างอิงกับอะไร ...มันอ้างอิงจากกาย การดำรงคงอยู่ของกายนี่ มันอ้างกาย

กิเลสมันอ้างกายขึ้นมาเป็นรูปลักษณ์ สถานะ วรรณะ สัณฐานขึ้นมา พอมีรูปปุ๊บนี่ เวทนาสัญญาสังขารวิญญาณ พรึ่บ นี่ขันธ์ห้าเกิดแล้ว...โดยอ้างอิงกายเป็นหลัก

แต่ถ้าไปดูขันธ์ห้าเกิดดับ ดูขันธ์ห้าเกิดดับ แต่ไม่รู้ว่าต้นตอของขันธ์ห้านี่มันมาจากไหน จิตมันก็ยังอาศัยขันธ์ห้านี่เป็นเครื่องมือในการก่อร่างสร้างกิเลส

ความต่อเนื่อง ความสืบเนื่องในขันธ์ห้า ไม่มีคำว่าทุเลาเบาบางลงเลย ...มันต้องมาแก้ที่เหตุ หรือว่าต้นตอของขันธ์ห้า นี่...มันจะหนีพ้นกายใจได้ยังไง

จนกว่ามันจะรู้จริงรู้แจ้งว่ากายคือสักแต่ว่ากาย กายคือสักแต่ว่าการรวมตัวกันของธาตุ กายคือสักแต่ว่าสภาวะธาตุ สภาวะเวทนาที่เป็นเอกภาพเอกธรรม อิสรภาพอิสระธรรม ไม่ได้ขึ้นแก่ใครแล้วนั่นแหละ มันจึงจะเข้าใจ

ทีนี้กิเลสมันจะมาหลอกลวงสร้างกายสร้างรูปมาจากกายที่เป็นเราได้อย่างไร ขันธ์ห้ามันจะเกิดได้อย่างไร นี่ ...ทั้งๆ ที่ยังไม่ทันตาย ขันธ์ห้าก็ดับก่อนแล้ว

พระพุทธเจ้าท่านถึงบอกว่าขันธ์ห้าเป็นของว่าง แล้วนอกจากว่างแล้ว ยังไม่มีขันธ์ห้าในเรา ยังไม่มีเราในขันธ์ห้าอีกด้วยซ้ำ และยิ่งกว่านั้น ท่านยังบอกว่าโลกสามโลกธาตุนี่ว่าง เป็นสุญโญ

เพราะนั้น กายใจที่เดียวนี่จบหมดน่ะ ทำให้มันได้เหอะ ทำให้มันจริงเหอะ ...แล้วก็จริงๆ จังๆ ลงไป เอาแบบว่าเก็บมันทุกเม็ดเลยน่ะ ไม่เอ้อระเหยลอยชาย

แบบภาษาที่เขาว่า อย่าปล่อยให้คนชั่วลอยนวล ...อย่าปล่อยให้กิเลสมันลอยนวล อย่าปล่อยเนื้อปล่อยตัว อย่าปล่อยจิต อย่าอยู่แบบเลื่อนๆ ลอยๆ ...เหนื่อยก็ต้องเหนื่อย ยากก็ต้องยาก

เพราะนั้น เมื่อรู้แล้วข้อสอบคืออะไร คำเฉลยข้อสอบคืออะไร ทีนี้ก็อยู่ที่ว่าต้องตั้งใจกามัน ...แล้วไม่ใช่แค่เข้าใจไปกาครั้งเดียวแล้วก็เลิก กาแล้วต้องคาไว้เลย

ไม่งั้นน่ะมันจะไปติ๊กข้ออื่น ไปเอาเรื่องที่อื่น มาเป็นเรื่อง แล้วมันจะไม่มีคำว่าจบเรื่องเลย ...เพราะนั้นมันต้องค้างคาอยู่ตรงนี้เลย จรด..จรดไว้เลย เอาจิตน่ะมาจรดไว้อยู่ตรงนี้ จรดไว้เลย

เพ่งก็เพ่งล่ะวะ คร่ำเคร่งก็ต้องคร่ำเคร่งล่ะวะ เครียดก็ต้องเครียดล่ะวะ ดีกว่าหลงน่ะ ดีกว่าหายน่ะ เครียดอยู่ในกาย ดีกว่าไปเครียดเรื่องกายคนอื่นน่ะ เอาป่าวล่ะ

ก็ต้องเครียดน่ะ เพราะมันจะออกจากทุกข์ได้นี่ มีช่องเดียวเท่านั้น นี่ มีช่องเดียวเท่านั้น ไม่มีช่องสำรองเลยน่ะ ...ตายตัว มรรคผลนี่ตายตัว ขาดตัวเลย ไม่มี choice ABC

เพราะนั้นการฟังนี่ ที่เราชี้แจงนี่...เหมือนกับเราบอก เราเฉลยข้อสอบให้แล้ว บอกแล้วข้อสอบที่ถูกคือข้อนี้ ...ไม่ผิดหรอก เราไม่ได้โกหกว่าข้อนี้ผิดหรือถูก เราบอกแล้วว่า...ถูกตรงๆ ถูกจริงๆ ถูกกว่าทุกข้อ

แต่ใครจะกาหรือไม่กา...อยู่ที่ตัวคนนั้น หรือว่ารู้แล้วยังไปกาข้ออื่น...ก็ไม่ว่ากัน





คัดลอกโดยตัดทอนและเรียบเรียงจาก

คำสอน "พระอาจารย์" 

(แผ่น 16) แทร็ก 16/28-30 





วันพุธที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2559

เอ้า ฮึบ..."ลุก"





พระอาจารย์ –  เพราะนั้นกายใจต้องเป็นสิ่งที่ถือไว้อย่างถาวร จะมีกิเลส จะไม่มีกิเลส ก็ไม่ทิ้งกายใจ ...ไม่ใช่ว่าไปตั้งอกตั้งใจรู้ตัวตอนที่เฉพาะมีอารมณ์หรือมีความคิด

ไม่มีกิเลส รู้สึกว่าไม่มีกิเลสเลย ไม่มีอารมณ์เลย  ก็ยังต้องถือกายใจไว้ ไม่วาง ...อย่างอื่นวางได้หมด ยกเว้นกายใจ ยกเว้นศีลสมาธิปัญญา วางไม่ได้ ทิ้งไม่ได้ วางไม่ได้เลยน่ะ

 ถ้ากล้าแลก ...แลกกับความสัมพันธ์ทั้งหมด แลกกับความถูกผิดในโลกทั้งหมด แลกกับความชมชอบของจิตเรา ความไม่พอใจ ความพอใจของจิตเราในอารมณ์โลก

นี่ ท่านแลก สละออก แลกไป ...เพื่อให้ได้กายใจปัจจุบัน เพื่อดำรงกายใจอยู่ในปัจจุบัน เพื่อให้รู้ถึงกายใจปัจจุบัน อย่างต่อเนื่อง

เพราะนั้นมันไม่ใช่ว่ามันจะได้กันมาง่ายๆ  มันต้องแลกเอามา ...จนบางท่านบางองค์ก็ต้องแลกชีวิตกันเลย เพื่อจะไม่ให้จิตมันคลาดออกจากกายใจปัจจุบันนี้ไป

แล้วไปก่อเรื่องก่อราว ไปก่อร่างสร้างขันธ์มารองรับ สร้างอารมณ์เป็นเราของเราขึ้นมา ข้างหน้าข้างหลัง ในภายภาคหน้า เป็นภพชาติชราพยาธิมรณะต่อไป

ถึงบอกกิเลสนี่เป็นสิ่งที่เหนียวแน่นที่สุดในสามโลกธาตุ ...อะไรที่ว่าเหนียวๆ เรียกว่าขาดได้ยาก ละไม่ขาด หรือว่าไม่มีเครื่องบั่นทอนทำลายล้างที่ว่ายากที่สุดในวัตถุข้าวของเรื่องราวต่างๆ

กิเลสนี่เป็นสิ่งที่เหนียวแน่นยิ่งกว่าอีก ยิ่งกว่าความเหนียวแน่นใดๆ ในโลกนี้ ...ถ้ายังปล่อยจิตปล่อยใจ ถ้ายังปล่อยเนื้อปล่อยตัว ให้เป็นเหมือนเดิม อย่างเดิม แบบเดิม ...ก็เรียกว่าประมาทตายใจกับกิเลส 

พวกเรา พวกผู้ภาวนานี่ ยังมีช่องว่างเยอะ เยอะแยะ เยอะจนเรียกว่า...รู้จักกระชอนไหม นั่น เอากระชอนไปตักน้ำน่ะ ...นั่นน่ะ ถามว่าศีลสมาธิปัญญาอยู่ไหน ก็อยู่ในกระชอนนั่นน่ะ

ปริมาณของศีลสมาธิปัญญามีแค่ไหน ก็อยู่ในกระชอนนั่นน่ะ ตักเข้าไปเหอะ ตักเท่าไหร่ก็รั่วเท่านั้นน่ะๆ ...มันจะเก็บพลังอำนาจของศีลสมาธิปัญญาได้ยังไง หือ  

นั่นน่ะคือรูรั่ว ช่องว่างที่มันออกไปพร้อมกับจิตปรุงแต่งน่ะ มากมายนับไม่ถ้วนกันอย่างนั้นน่ะ

เห็นมั้ย กิเลสมันไวขนาดไหน พึ่บ ไปเลย พั้บ ไปเลย ...มันหลุดข้ามกาย ทะลุกายไปแบบไม่เห็นฝุ่นเลยน่ะ ...กิเลสนำหน้านี่ นำหน้าแบบไม่เห็นฝุ่นเลย 

แล้วพอไปแบบไม่เห็นฝุ่นแล้ว ...ไม่มีคำว่ากลับตัวด้วยนะ ไปแล้วไปลับ ไปแล้วไปจ้อยเลย หายจ้อยเลยนะ ครึ่งค่อนวัน ...มันรั่วขนาดนั้น ศีลสมาธิปัญญามันรั่วขนาดนั้น

แล้วถามว่า...จะเอาอะไรไปละกิเลส หือ มันจะเอาปัญญามาจากไหน ...นี่คือคำตอบ นี่คือเฉลยคำตอบ ว่าคำตอบที่ถูกที่สุดอยู่ตรงไหน ...มรรคที่จะส่งผลจนเกิดผลน่ะ มันคือตรงไหน ต้องขีดระดับไหน 

แล้วพวกเราอยู่ในขีดขั้นไหนขององค์มรรค คือขั้นตอนไหนของศีลสมาธิปัญญาล่ะ ...ลองวัดแบบเทียบค่ากับกิเลส ประเมินกับกิเลสที่มีอยู่เดี๋ยวนี้ดู มันก็เห็นแล้ว

เพราะนั้นสิ่งที่มันจะดึงให้ออกนอกกายใจนี่ มันมีตลอดเวลา...มาแบบคาดไม่ถึงเลย และตลอดเวลา กิเลสมันท่วมท้นสามโลกธาตุ ครอบงำสามโลกธาตุหมดเลย มืด มิดเลย คลุมแบบมิดเลย

ถ้าไม่เอาความตั้งใจอดทนมาสู้กันในเบื้องต้นแล้วนี่ คือตั้งใจที่จะรู้จริงๆ จังๆ กับกายนี้ ...เอาความตั้งใจนี่มาเป็นตัวสู้กับกิเลสก่อน เอาความอดทนเป็นตัวสู้กับกิเลสก่อน 

เรียกว่าขันติเป็นตบะที่แผดเผาก่อน ...แล้วมันก็ค่อยๆ ก่อร่างสร้างศีลสมาธิปัญญาขึ้นมา

คืออย่าพัก เหนื่อยก็ทำ ไม่เหนื่อยก็ทำ ดันทุรังกันไปมาอย่างนี้ ...ดันทุรังกับกิเลสนี่ ไม่ต้องถามถึงชนะหรอก แพ้มันตลอด เข้าใจรึเปล่า รู้สึกว่าแพ้อยู่ตลอด...ก็ต้องทำ อย่างนั้นน่ะ

ไม่มีแม้แต่ว่าอิ่มใจได้ขณะหนึ่งว่า กูชนะแล้ว ยังไม่ถึงขั้นนั้นหรอก ...เพราะนั้นมันจะมีความรู้สึกว่า ไม่ไหว ไม่ได้ ไม่ได้เรื่อง อยู่ตลอดเลย อยู่อย่างงั้นแหละ

แต่อย่าหยุด ที่จะมุ่งมั่น มีความมุ่งมั่นแน่วแน่ในการปฏิบัติ นี่เรียกว่าเป็นการปฏิบัติโดยไม่หวังผล แม้ว่าผลที่ได้คือแพ้ตลอด

เพราะกิเลสมันเยอะเหลือเกิน มากเหลือเกิน ...เรื่องที่เกิดค้างไว้..เยอะแยะ  แล้วยังมีเรื่องที่ยังมาไม่ถึงอีก..เยอะแยะ  แล้วไอ้เรื่องที่อยู่ในปัจจุบันก็อีก..เยอะแยะ

มันก็เป็นธรรมดา ...ก็บอกแล้วว่าเวลาว่ายน้ำแล้วไม่เห็นฝั่งนี่ มันจะเป็นอยู่ในอาการนั้นน่ะ ทุกคนไป ...ไม่ว่าใคร ไม่ว่าพระอริยะองค์ไหน ท่านก็เริ่มต้นจากจุดนี้ทั้งนั้น

เอ้า ไป ไปตั้งเนื้อตั้งตัว ไปตั้งกายตั้งใจ ...ถ้าตั้งไม่ได้มันก็ล้ม 
ถ้าตั้งได้ ตั้งกายได้...มันก็ตั้งใจได้  ใจก็ตั้งกายก็ตั้ง 
ต้องคอยตั้งอยู่ตลอด เพราะมันจะล้มอยู่เสมอ

อย่าไปทำเป็นตุ๊กตาล้มลุก 

แต่เอาเหอะ...ล้ม-ลุก ...ก็ยังดีกว่าล้มแล้วไม่ลุก




คัดลอกโดยตัดทอนและเรียบเรียงใหม่จาก

คำสอน "พระอาจารย์" 

(แผ่น 16) ชุดแทร็กต่อเนื่อง 16/28-30









วันอังคารที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2559

"ตำตา...ตำใจ"




กล้าจริงก็รู้ตัวไป อยู่กับตัวอยู่กับกาย นี่ล่ะ ...ลองดู  

แล้วจะรู้ว่า...การปฏิบัติที่เราเคยตั้งค่าของการปฏิบัติเอาไว้ว่าผลลัพธ์คืออะไร  จะเข้าใจเองว่าไอ้ที่ตั้งค่าไว้น่ะผิดหมดเลย...ด้วยความเห็นความเชื่อนี่ ผิดหมดเลย

ถ้าทำไม่ได้ พระพุทธเจ้าไม่มาสอนคนหรอก เพราะท่านเห็นว่าคนน่ะสอนง่ายที่สุดแล้ว มนุสฺสปฏิลาโภ การเกิดเป็นมนุษย์เป็นลาภอันประเสริฐ ไม่ใช่เป็นได้ง่ายๆ 

และนี่เป็นที่ที่ธรรมทั้งปวง ทั้งสี่เหล่านี่ ทั้งสี่ภูมิอริยธรรมทั้งหมด...จะงอกงามได้ง่ายที่สุดในมนุสส เพราะนั้นอย่าประเมินตัวเองต่ำ

แล้วจะเข้าใจเองว่า...การละสักกาย ไม่มีวิธีการละ ไม่มีวิธีอุบายใดเลย  มันละเข้าไปในตัวของมันเอง บอกให้เลย ...นี่เป็นการทำที่โง่ที่สุด แต่ชื่อเรียกว่าปัญญาวิมุติ

เห็นมั้ย ชื่อกับการกระทำนี่คนละเรื่องกันเลย  โง่อย่างเดียว ไม่เอาความรู้ใดมาเลย 

นั่นน่ะเขาเรียกว่ามันจะลบบัญญัติสมมุติ  แล้วก็จะเห็นทุกสิ่งทุกอย่างตามความเป็นจริง ...เพราะตามความเป็นจริงนี่ เขาไม่ได้เป็นอะไร

ถ้าดูเฉยๆ ดูด้วยความสงบนะ ทุกอย่างเป็นปรมัตถ์ เป็นความจริงตามความเป็นจริง ...เห็นมั้ย มีความรู้อะไรมั้ยในนั้น ต้องไปรู้อะไรมั้ยในนั้น ต้องไปบอกมั้ยว่ามันคืออะไรในนั้น ...นั่นน่ะตามความเป็นจริง

เพราะนั้นรู้จริงน่ะ...เงียบ ไม่มีปาก ไม่มีเสียงเลย ...นิ่งอยู่ภายในนั้น รู้อยู่ภายใน ก็เห็นความเป็นจริง ...มันจะซาบซึ้งอยู่กับความไม่มีไม่เป็นในความหมาย

นั่นแหละ มันเข้าไปเห็นกายเป็นอนัตตา เห็นกาย ในส่วนที่ไม่มีตัวตน เห็นกายในส่วนที่ไม่มีโดยสมมุติบัญญัติ เห็นกายในส่วนที่มันเป็นแค่อาการถูกปรุงแต่งโดยเหตุปัจจัย ไม่ได้ตั้งด้วยใคร เพื่อใคร


ถ้าเห็นตามความเป็นจริงของกาย...ก็อันเดียวกันหมด ...นี่ หากันแทบตาย ตัวเองไม่เห็น ...อยู่ตรงนี้ อยู่ต่อหน้านี่ สิงสู่อยู่กับมันนี่ตั้งแต่เกิด ไม่เคยแยบคายดูเลย

เมื่อมีกายตัวเดียว กายคนอื่นก็ไม่มี นี่...เอาจนกายเหลือแต่กายเงียบที่สุด จนใจเงียบไปพร้อมกับกาย เหลือแค่รู้กับกาย ...เห็นกาย จนรู้...แต่ไม่รู้ว่ากายๆ ไม่เห็นว่าเป็นกาย

นั่นแหละ ถึงจะเข้าใจ หากายไม่เจอแล้ว ...ก็เห็นอยู่ตำตา ก็รู้อยู่ ...แต่หากายไม่เจอ เจอแต่อะไรก็ไม่รู้ อะไรงั้นๆ น่ะ ใครจะว่ากายก็ว่าไป

เหมือนกับพระอัญญาโกณฑัญญะ ที่ท่านพูดว่า...สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น สิ่งนั้นดับไปเป็นธรรมดา ...นี่ ท่านเห็นว่าเป็นแค่สิ่งหนึ่ง

รูปนามเป็นแค่สิ่งหนึ่ง อาการของรูปนามก็เป็นแค่สิ่งหนึ่ง อารมณ์ของรูปนาม เวทนาของรูปนามก็เป็นแค่สิ่งหนึ่ง ...ไม่ใช่ของใคร ไม่มีใครเป็นเจ้าของสิ่งนั้น

ท่านมองข้ามบัญญัติ ท่านมองข้ามสมมุติไป ท่านมองทะลุเข้าไปถึงแค่สิ่งหนึ่ง อาการหนึ่ง ...ถึงเรียกว่า ยังกิญจิ สมุทยะธัมมัง สัพพันตัง... สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น สิ่งนั้นดับไปเป็นธรรมดา

ท่านมองเห็นความจริงแค่นั้นเอง ...ไม่ได้ลึกซึ้ง ซับซ้อนซ่อนเงื่อนอะไรอย่างที่พวกเราพยายามที่จะให้เห็นกายเป็นอันนั้นกายเป็นอันนี้ แล้วถึงจะวางได้

แล้วจากนี้มันจึงจะเห็นเป็นอาการเดียวกัน ทั้งโลก ทั้งจักรวาล ทั้งอนันตาจักรวาล ทั้งสามภพ ...นั่น ในอนันตาจักรวาล มันยังมีอีกสองภพซ้อนอยู่ในอนันตาจักรวาล

ท่านก็เห็นเป็นเพียงแค่อาการหนึ่งเท่านั้นเอง ไม่ได้ประหลาดมหัศจรรย์ดีร้ายถูกผิดอะไร  ประเสริฐประณีตกว่า ต่ำกว่า สูงกว่า เหนือกว่า เสมอกัน...ไม่มี 

ท่านเห็นมีแค่อาการหนึ่ง...เท่านั้นเอง



คัดลอกโดยตัดทอนและเรียบเรียง
จาก...คำสอน "พระอาจารย์"
(แผ่น 4) แทร็ก 4/30





วันพุธที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2559

"แค่นี้เอง"...เหรอ?




พระอาจารย์ -  ฝึกอยู่อย่างนี้ ทำอยู่อย่างนี้  ไม่ต้องไปคิดว่าจะต้องอะไรมาก ไปค้นหาอะไร วิธีการปฏิบัติอะไร ...ก็แค่นี้ คอยหยั่งคอยดูความรู้สึกในกายตัวเอง ตรงไหนมันชัดก็จับไว้ อยู่อย่างนั้นไว้ ถือไว้ ครองไว้

ส่วนใดที่เป็นอารมณ์ เมื่อรู้ว่ามีอารมณ์อะไรขึ้นมานี่ ...อย่าไปเอามัน อย่าไปจริงจังกับมัน ปัดทิ้งเลย  จะหงุดหงิด จะขุ่นข้อง จะพอใจ-ไม่พอใจ จะรำคาญ พวกนี้ จะเป็นอารมณ์รูทีน

มันเป็นอารมณ์รูทีนระหว่างทำงานหรือพบเจอผู้คน...รำคาญ เบื่อ เซ็ง หงุดหงิด ไม่อยากเห็น ไม่อยากคุย อะไรอย่างนี้ มันเป็นอารมณ์ที่มันขึ้นมา ...ให้เห็น แล้วอย่าไปตาม อย่าไปอยู่กับมัน

ไม่ใช่ห้ามมัน ไม่ใช่ห้ามไม่ให้มันเกิดนะ มันต้องเกิดอยู่แล้วแหละ  แต่ว่าเมื่อรู้แล้วว่ามันเกิดอารมณ์หรือมีอารมณ์นี้อยู่ ...อย่าไปอยู่กับมัน ให้มาอยู่กับกาย


โยม
  เหมือนเวลาเกิดอารมณ์อะไรพวกนี้ แล้วพอเรากลับมาดูตัวเองน่ะครับอาจารย์ มันเหมือนเราแค่ไม่มองมัน แต่มันยังอยู่ตรงนั้นตลอดเลยครับ

พระอาจารย์ –  ช่างมัน


โยม
  แล้วพอพลาดปุ๊บ มันก็กลับมาตลอดเวลาอย่างนี้ครับ

พระอาจารย์   คืออย่าไปยุ่งกับมัน ...มันจะหาย หรือมันจะไม่หาย ...มันจะคา นั่นน่ะเขาเรียกว่ามันคา เช่นว่ากลับมาอยู่กับกายแล้วมันยังไม่หายไปไหนใช่ไหม อารมณ์น่ะ

เนี่ย เรียกว่ามันยังคาข้องอยู่ แต่ว่าเราไม่ต้องไปข้องกับมัน  มันจะคาเหมือนดาวค้างฟ้าอย่างนั้น...ก็ช่างหัวมัน


โยม
  บางทีคาเป็นวันเลยครับ

พระอาจารย์   เออ ช่างมัน อย่าไปให้กำลังกับมัน คืออย่าไปตบตีมัน อย่าไปไล่มัน แล้วก็อย่าไปนอนอยู่กับมัน ...นี่ เรียกว่าถอยจากมัน แล้วมาอยู่ตรงนี้ หาตรงไหนก็ได้ ที่เป็นกายนี่ เป็นที่อยู่

นี่เขาเรียกว่าอยู่กับศีล ภาษาพระเรียกว่าอยู่กับศีล...ไม่อยู่กับกิเลส ... ถ้าส่วนอารมณ์นี่เราเรียกว่ากิเลส  ถ้าไปอยู่กับกิเลสแล้วเดี๋ยวมันยืดยาวยิ่งกว่านี้  จากที่เป็นวันนี่...จะข้ามชาติไปยังได้เลยนะ

ไม่ใช่แค่เป็นวันเป็นปีนี่ว่านาน ...ไม่นานนะ  เป็นวัน เป็นเดือนนี่ ถือว่าไม่นานนะ ยังเห็นว่าหายได้น่ะ ...แต่ถ้าไปหมกมุ่นจมปลักอยู่ในนั้นน่ะ มันพาข้ามภพข้ามชาติเลย 

เกิด-ตายกันไม่รู้ว่ากี่ชาติ...ก็เพราะว่าคาแค่อารมณ์นี่แหละ ...แค่รักมึงนี่ แค่ความรักในตัวมันที่เห็นนี่ แค่จุดนี้แค่นี้ พาวนเวียนมาหากัน มาเจอกันนี่เป็นแสนๆ ชาติเลย
 

ไม่ใช่เรื่องเล่นนะ ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยเลย แค่อารมณ์แค่นี้นะ ...แค่อารมณ์แค่นี้เองเหรอ...เราบอกให้เลย...ใช่  ความผูกพันในอารมณ์แค่นิ๊ดเดียวนี่ พาเกิดตายได้นับแสนล้านชาติเลย


เพราะนั้นการที่เราเห็นว่าคาแค่ชั่วโมง-สองชั่วโมง  แล้วยังเห็นว่า..เออะ เดี๋ยวก็หายไป ดับไป...นี่ ถือว่า ชำระภพชำระชาติได้หลายแสนหลายล้านชาติไปแล้ว

ถึงบอกว่า อย่าประมาทในธรรม ว่า...โหย แค่นี้เอง ไม่เห็นได้อะไรเลย ...เนี่ย มันยังไม่รู้น่ะว่าชำระยังไง มันไม่มีนัมเบอร์ ไม่มีอะไรยืนยันได้ว่า นี่ มันละได้เป็นแสนๆ ชาติเลยนะ 

เหมือนกับการเกิดตายๆ ของพวกเรานี่...โอ๋ย มันไม่มีประมาณการณ์เลย ไม่มีคำว่ารันนิ่งนัมเบอร์ นับใส่หมายเลขได้เลย ...แล้วยังจะเพิ่มที่ไป ที่หมาย ที่มั่น กันอีกไม่มีประมาณ เนี่ยนะ

เพราะว่าไอ้ความนึกคิดต่างๆ นี่...ที่ดูเหมือนไม่มีอะไร  ดูเหมือน..."เอ๊ย เป็นเรื่องธรรมดา"  นี่...มันไม่ธรรมดาเลยน่ะ กิเลสไม่ธรรมดาหรอก ...ไม่เคยธรรมดาเลย

แล้วเราก็ไปคุ้นเคยกับมันอย่างยิ่ง นั่นแหละ...จนคุ้นเคยกับมันอย่างยิ่ง นั่นแหละ 


คัดลอกโดยตัดทอนมาจาก
คำสอน “พระอาจารย์”
(แผ่น 17) แทร็ก 17/27