วันเสาร์ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2560

เหตุควรแก่ "สมัย"






พระอาจารย์ –  ธรรมปฏิบัติในยุคสมัยนี้ ที่มันเหมาะที่สุดน่ะ ปฏิบัติแล้ว เกิดความรู้ความเข้าใจได้ด้วยตัวเอง โดยไม่สงสัย แล้วก็ไม่หลงทางนี่...ง่ายๆ ไม่มีอะไรเกินมหาสติหรอก คือสติปัฎฐานสี่นั่นเอง

มันไม่เหมือนกับการปฏิบัติธรรมในสมัยแต่ก่อน การเข้าถึงมรรค การเข้าถึงผลนี่ มันมีหลากหลายวิธีการ แล้วก็ทำได้ด้วย ...แต่ในสมัยนี้มันยาก ไม่ใช่ไม่ได้...แต่มันยาก 

เพราะจริตสันดานของคนในยุคนี้ ตั้งแต่เกิดมานี่ มันรับรู้ รับทราบ รับจำ อะไรที่มันเกินจริงมาก จนถึงมากที่สุด ...ถ้าพูดถึงว่าคนสมัยแต่ก่อนมาฟังนี่จะไม่รู้เรื่องเลย มันจะคุยกันไม่รู้เรื่อง 

เปลือก การรู้ การคิด การจำนี่ มันล้ำเกินจริง ...เพราะนั้นสิ่งที่มันเก็บ ที่มันฝังไว้นี่ ในสัญญา ในความจำได้หมายรู้นี่ มันละเอียดในความปรุงแต่งของกิเลสสังขาร 

นั่น มันยากต่อการที่เลิกละเพิกถอนด้วยอำนาจของเจโตวิมุติ หรือเจโตกึ่งปัญญาวิมุติ ...เพราะไอ้ความรู้เกินจริงนี่ เวลามันรู้ เวลามันทราบ เวลามันเข้าไปเสพเข้าไปเสวยแล้วนี่...มันไม่ยอมทิ้ง มันทิ้งได้ยาก 

เพราะมันมีรสชาติ...รสชาติที่พอใจ พอดีกับกิเลสความต้องการ ความอยาก ความปรารถนา ...เพราะนั้นไอ้การที่มันจะสำรวมจิตให้สงบ ด้วยอุบายใดอุบายหนึ่งนี่ ...มันจึงไม่สามารถทำได้ ทำได้ก็ได้เล็กน้อย 

นั่นไม่เพียงพอต่อการจะน้อมนำเอาความสงบนั้นไปเป็นรากฐานของการพิจารณา ...กระทั่งทำความสงบในรูปแบบนั่งสมาธิเดินจงกรมยังยาก เพราะมันไม่สามารถจะรวมจิตให้เป็นหนึ่งได้ด้วยอุบาย

เพราะงั้นการปฏิบัติในยุคหรือในคนสมัยนี้ และสมัยหน้าและสมัยต่อๆ ไปนี่  จึงต้องมาเน้นอยู่ที่สติปัฏฐานให้มากที่สุด ...คือการฝึกสติ แล้วก็ใช้ชีวิตไปตามปกติวิสัย 

ทำหน้าที่การงานยังไง ยืนเดินนั่งนอน กิจกรรมภายนอกอย่างไร ก็ไม่ต้องไปปรับเปลี่ยนแก้ไขกับมันมากจนเกินไป เพียงแต่ว่าระลึกรู้บ่อยๆ ในอาการปัจจุบันนั้นๆ

ว่ากำลังทำอะไร กำลังอยู่ในเหตุการณ์ไหน มีความรู้สึกอย่างไร นี่ ...ด้วยการที่ทำอย่างนี้ แล้วก็พากเพียรที่จะฝึกความระลึกรู้กับตัวเองบ่อยๆ ...มันจึงจะเป็นรากฐานในการดำเนินไปในองค์มรรค 

อย่าใจร้อน อย่าใจเร็ว เพราะความคิดน่ะมันล้ำ มันล้ำยุคล้ำสมัยเกินไป ...อะไรๆ มันได้มาแบบรวดเร็ว มักง่าย จนเคยชิน จนติดเป็นนิสัย 

พอมาเริ่มภาวนา การกำหนดระลึกรู้ ผลยังไม่ทันปรากฏ มันก็จะเอาไวๆ ...ถ้าไม่ได้ก็เริ่มท้อถอยบ้าง พาลบ้าง หาว่าไม่ได้ผลบ้าง ...จิตมันไว มันคุ้นเคยกับอะไรที่ได้มาง่ายๆ 

สมัยนี้อะไรมันได้มาง่ายทั้งนั้น ภายนอกน่ะ ...แค่นึกคิด แค่ต้องการ มันก็หยิบโทรศัพท์ หยิบมือถือ มันก็ได้ดิลิเวอรี่มาถึงที่ส่งถึงบ้าน อะไรอย่างนี้ ...มันไว 

จะไปไหนมาไหนก็รวดเร็วทันใจ ไม่ติดไม่ขัด สะดวกสบาย เลยติดเป็นนิสัย ...พอมาเริ่มภาวนามันก็ติด จะเอาแบบเร็วๆ สบายๆ เหมือนที่คุ้นเคย 

เพราะนั้นสิ่งที่มันจะขาดสำหรับผู้เริ่มภาวนาในยุคนี้ก็คือ ขาดความเพียร ความหมั่น ความขยัน ในการที่จะฝึกตัวเอง ฝึกการรู้อยู่กับตัว...เรียกว่ารู้ตัว นั่นแหละ ก็คือตัวสตินั่นเอง

ถ้ามีความเพียร ไม่ท้อไม่ถอย สมาธิปัญญามันเกิดขึ้นได้ ในทุกที่ ทุกสถาน ทุกเวลา...โดยไม่เลือก ไม่เลือกท่านั่ง ไม่เลือกท่ายืน ไม่เลือกสถานที่ 

มันก็จะสามารถตั้งได้ตามเหตุอันควรแห่งศีล แห่งสติ...ที่ถึงพร้อมในระดับนั้นๆ ...ไม่ได้ตั้งขึ้นได้ด้วยความอยาก ไม่ได้ตั้งขึ้นได้เพราะคิดเอาเอง ไม่ได้ตั้งขึ้นเพราะคนอื่นเขาบอก...ไม่ใช่ 

มันตั้งตามเหตุแห่งศีลแห่งสติ ...ถ้าประกอบเหตุแห่งศีลแห่งสติในปัจจุบันนี่มากเพียงพอ จิตจะตั้งมั่นขึ้นไปตามลำดับเอง 

แต่อาจจะช้า ...ไอ้ที่มันช้าก็เพราะว่าทำน้อย ปล่อยปละละเลยมาก ...ความอยากมาก คิดมาก เรื่องมาก มากเรื่อง...เนี่ย พวกนี้ 

ถ้ามันตกอยู่ในอาการนี้ “มาก” เท่าไหร่ หรือเข้าไปมีเจตนาอยู่ในอาการเหล่านี้มากขึ้นเท่าไหร่ ...ผลแห่งสมาธิปัญญาก็น้อยลงเท่านั้น 

อันนี้คือหลักตามความเป็นจริง มันเป็นหลักอย่างนี้  ไม่ว่ายุคสมัยไหนก็ต้องอยู่ในหลักนี้ ...ประกอบเหตุเช่นใด...ผลได้อย่างนั้น 

ประกอบเหตุแห่งมรรค ประกอบเหตุแห่งศีล ประกอบเหตุแห่งสติ...ผลก็ได้เป็นจิตตั้งมั่น จิตเป็นสมาธิ 

ประกอบเหตุแห่งอวิชชาตัณหาอุปาทาน...จิตก็ฟุ้งซ่าน ล้มเหลว เหลวไหล เหลาะแหละ โลเล ขุ่นมัว เศร้าหมอง มีกิเลส...มาก ใหญ่ น้อย...ตามออกมา ไม่จบไม่สิ้น

นี่ ธรรมทั้งหลายทั้งปวงมันขึ้นอยู่กับเหตุ  ธรรมทั้งหลายทั้งปวงขึ้นอยู่กับการประกอบเหตุของสัตว์บุคคลนั้นๆ ...แต่มันมักจะเชื่อความคิดของตัวมันเองน่ะ 

เนี่ย คิดดีแล้ว วิเคราะห์ดีแล้ว คิดเองเออเอง เข้าใจเอาเอง...ก็ว่ามันน่า...มันน่าจะเป็นอย่างนั้น มันไม่น่าจะเป็นอย่างนี้ ...มันก็ตายอยู่กับความคิดนั้นไป 

จิตมันก็ไม่บังเกิดอะไรเป็นมรรค อะไรเป็นผลขึ้นมา ไม่เกิดความรู้ความเข้าใจชัดเจนในตัวขันธ์ ตัวกาย ตัวจิตปัจจุบัน ตัวสิ่งแวดล้อมรอบตัวเองรอบขันธ์

อดทน ขยัน สร้างนิสัยระลึกรู้อยู่กับตัวบ่อยๆ  ไม่อ้างกาล ไม่อ้างเวลาสถานที่ ไม่อ้างหน้าที่การงาน ไม่อ้างธุระปะปัง ...คือถ้าตั้งใจฝึกน่ะมันฝึกได้ จิตน่ะ มันก็ไม่ใช่ว่าดื้อด้านหรือว่าดื้อดึงจนเกินวิสัย

แต่ที่มันไม่ค่อยได้มรรค มันไม่ค่อยได้ผลกันนี่ ...เพราะมันไม่ทำ มันไม่ประกอบเหตุแห่งศีลแห่งสมาธิขึ้นมา มันไม่ประกอบเหตุแห่งองค์มรรคขึ้นมาเท่านั้นเอง

ถ้าสัตว์ในโลก บุคคลในโลก ขยันหมั่นเพียรในการประกอบเหตุแห่งศีลสมาธิปัญญา ...พระอริยเจ้า มรรคผลนิพพานนี่ ไม่อดไม่อยากหรอกในโลกนี้

แต่พอมันยิ่งอยู่ในโลกนี้มานาน เกิดตายๆ มานาน ...เทคโนโลยี ความคิดความปรุงแต่ง ความซับซ้อนของความคิด ความซับซ้อนของอารมณ์ มันมีเหตุปัจจัยประกอบมาก

ความละเอียดแห่งความปรุงแต่งให้เกิดความซับซ้อนของเวทนาทั้งหลายทั้งปวงมันมาก ...มันเลยฉุดลาก มันเลยรั้ง มันเลยดึง มันเลยเหนี่ยว มันเลยเข้ามาเกาะกุม จนไม่ต้องมาทำมาหากินในองค์มรรคแล้ว

เนี่ย อยากเกิดมาช่วงนี้ทำไม ...ก็มันโง่ ก็มันขี้เกียจ ก็มันไม่ขยันหมั่นเพียรในการทำความรู้ความเข้าใจ ประกอบกระทำในเหตุแห่งมรรคทั้งหลายทั้งปวง

อย่าปล่อยให้มันโง่ซ้ำซาก หลงซ้ำซาก อยู่ในอาการเดิมๆ ซ้ำซาก วนไปเวียนมา ซ้ำซากอยู่ในความคิด ซ้ำซากอยู่ในเรื่องราวต่างๆ นานา ...ทั้งในอดีต ทั้งในอนาคต 

เพ้อฝัน เพ้อเจ้อ ไม่มีสาระ เสียเวลา หมดเวลาไปเปล่าๆ ปลี้ๆ พร้อมกับชีวิตที่ดับไปทุกขณะ ...สุดท้ายก็หมดอายุขัยไป ไม่มีสาระคุณค่าในการเกิด ในการดำรงชีวิต ในชาตินั้นๆ ไปเลย

อย่าให้เหมือนกับที่พระพุทธเจ้าท่านเรียกว่าเป็น โมฆะบุรุษ โมฆะสตรี ...นี่ ไม่ต้องแข่งกันเป็น เพราะแปดพันล้านคนในโลกนี่ มันเป็นอย่างนั้นกันเยอะแล้ว โมฆะบุรุษ โมฆะสตรีนี่ 

อย่าไปเพิ่ม อย่าไปรันนิ่งนัมเบอร์กับเขา ลูกหลานชาวพุทธน่ะ พุทธมาตั้งแต่เกิด...แต่จิตมันยังไม่เป็นพุทธ มันยังเข้าไม่ถึงพุทธะ ยังเข้าไม่ถึงธรรมะ ยังเข้าไม่ถึงสังฆะ

แล้วเมื่อไหร่มันจะเข้าได้สักที 



คำสอน "พระอาจารย์"

(แผ่น 9)  แทร็ก 9/34


(หมายเหตุ : เข้าลิงก์อัพเดทนี้แล้วใช้ลิงก์บทความในบล็อกค่ะ)



Thank for image from ...service_ bannerjk

วันศุกร์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2560

"หมู"...รึเปล่า?





การรู้ การเห็น...การรู้กายปกติ 
กายเขาเป็นปกติธรรมดาหยุ่นๆ นี่ มันจะเป็นลักษณะอย่างเนี้ย 
ใจที่เรารู้ ก็รู้แบบเบาๆ มันไม่ได้กำ มันไม่ได้แข็งเขม็งตึง
รู้เบาๆ รู้ธรรมดาอย่างนี้ แล้วมันจะแข็งแรงขึ้นเอง เข้าใจมั้ย

ไม่ใช่ว่าปุ๊บนี่จะเอาให้ชัดเลย จะเอาให้รู้ชัด อย่างนี้มันเกินไปแล้ว 
  อย่าไปกำ รู้เบาๆ หยั่งๆ ลงไป หยั่งๆๆๆ  

คำว่าญาณนี่แปลว่าหยั่งรู้นะ 
ญาณ..ปรีชาญาณ คือการหยั่งรู้ในสองสิ่ง 
ใช้การหยั่งให้ชัด...หยั่งแล้วให้มันชัด  
ไม่ใช่ไปบังคับให้มันชัด มันกำอย่างนี้มันจะเครียดนะ 
เครียดแล้วแข็ง แข็งแล้วเดี๋ยวเปราะ  
ของไหนถ้าแข็งแล้วเปราะ แตกง่าย หักง่าย กะเทาะง่าย

แต่ถ้าเบาๆ หยุ่นๆ  รู้หยุ่นๆ รู้เบาๆ อย่างนี้ มันก็ไม่ได้กำแน่น 
รู้เบาๆ มันจะเหนียว ยืดหยุ่น แต่แข็งแรง ทนทาน  
อ่อนไหวแต่ไม่อ่อนแอ มันจะเป็นอย่างนั้น  
อ่อนไหวคือมันจะว่องไว สลับไหวพริบ พร้อมที่จะเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา  
เมื่อกายเปลี่ยนมันก็เปลี่ยนได้พร้อมกัน

เนี่ย ต้องฉลาด...ต้องฉลาดในอุบาย ต้องฉลาดในวิถี  
เรียนรู้เอา...ประสบการณ์ ...ไม่ใช่ทื่อๆ มะลื่อ โง่ซึม 
ทำอะไรก็ทำไปเซ่อๆ ไปอย่างนั้นน่ะ ไม่มีปัญญา  

ต้องคอยสังเกตสอดส่องอยู่เสมอ 
ยังไงอันไหนหนักไป อันไหนเบาไป  
รู้ยังไงหนัก รู้ยังไงเบา  
ไอ้รู้ถ้าเบาเกินไปก็ไหล ไอ้รู้หนักเกินไปก็แข็ง 
นี่ รู้ยังไงที่จะรู้สบายๆ แต่ว่าอยู่ได้นาน 
อยู่กับกายได้ต่อเนื่อง เห็นสองสิ่งได้ชัดเจน

เนี่ย พวกนี้เป็นวิชาการที่ไม่มีในตำรา  
แต่มันมีในภาคปฏิบัติ มันมีในภาคสนาม 
มันถึงว่าต้องไปฝึกแบบแรงเยอร์น่ะ 
ไม่ใช่มาอยู่เรียนในเล็คเชอร์ 
ต้องแรงเยอร์ เข้าไปลงในสนาม

ไอ้พวกเรานี่เขาเรียกอะไร...หมู...หมูสนามจริง สิงห์สนามซ้อม  
มันเก่งอย่างเนี้ย ไอ้ตอนฟัง...(เน้นเสียง) มันเข้าใจ่จจ รู้หมดทุกเรื่อง  
แต่ลงสนามจริงน่ะหมู...หมูทั้งนั้น (หัวเราะ) ...เสร็จทุกราย  
โดนเชือด โดนเชือดเอาไปตุ๋น  โดนเชือดแล้วโดนตุ๋น 
โดนโลกตุ๋นมั่ง โดนขันธ์นี่ตุ๋นมั่ง โดนคำพูดคนอื่นตุ๋น 
โดนอาการของคนอื่นตุ๋น ตุ๋นซะเปื่อยเลย

เพราะนั้น นิดนึงก็เอา หน่อยนึงก็เอา 
มีเวลาตอนไหนที่รู้ตัวได้ พยายามทำความชัดเจนตรงนั้น  
นิดเดียวก็ยังดีนะ ขอให้มันชัดเจน...ขอให้มันชัดเจน  
มันจะเป็นประสบการณ์ มันจะเป็นความชำนาญ  
มันเกิดความชำนาญ มันจะเกิดมีชวนะในตัวของมันเอง  
ชวนะคือว่องไวไหวพริบ พึ้บพั้บๆ กลับมา 

อย่าไปซึม ปล่อย
อาการซึมนี่จำไว้เลย...เดี๋ยวไหล เดี๋ยวเลื่อน ซึม เบลอ  
แล้วก็อะไรก็ไม่ชัด รู้ก็ไม่ชัด สิ่งที่ถูกรู้ก็ไม่ชัด...แต่ดูเหมือนรู้อยู่น่ะ  
อย่างนั้นน่ะเขาเรียกว่าซึมนะ เศร้าหมอง ขุ่นนะนั่นน่ะ 
ไม่ใช่สตินะ สติไม่ใช่อย่างนั้น สมาธิไม่ใช่อย่างนั้น  
สมาธิ สติ นี่ผ่องใสนะ แจ่มใสนะ ชัดเจนนะ ชัดเจนในตัวของมัน

คำว่าชัดนี่ คือชัดในปัจจุบันกับสิ่งที่รู้ แค่นั้นเองนะ 
ไม่ใช่ไปชัดเรื่องอื่นนะ  ไม่ใช่ไปชัดตามตำรา 
ไม่ได้ชัดในเรื่องราวคนอื่น หรือเข้าใจในเรื่องคนอื่น  
หรือเข้าใจในสิ่งที่...สภาวธรรมที่ยังไม่ถึง 
หรือเคยเข้าใจมา เคยได้ยินได้ฟัง  ...มันไม่ใช่


ชัดเจนในปัจจุบัน
นั่นแหละ สติจริง สมาธิจริง...ถึงบอกว่าต้องรู้จริง  

เมื่อรู้จริง...รู้จริงแล้วให้รู้ชัด เมื่อรู้จริงรู้ชัดแล้วรู้แจ้ง 
รู้แจ้งแล้วรู้วางเองน่ะ  รู้แจ้งแล้วมันจะวางเอง 

แล้วก็รู้แจ้งรู้วาง ต่อไปก็รู้ปล่อย รู้หลุด รู้พ้น  
รู้แล้วก็หลุด...รู้แล้วก็พ้น...รู้แล้วก็ดับ  
คราวนี้ จนสุดท้ายก็ดับไปดับมาๆ 
ดับจนกระทั่งดับตัวมันเองเลย

นั่นน่ะ ...อาศัยรู้อย่างเดียวนี่แหละ 


คำสอน "พระอาจารย์"
แทร็ก 7/1



หมายเหตุ : ขอบคุณภาพประกอบ
Thanks for image "cute baby owl photo"


วันเสาร์ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2559

"เป๊ะ"...ไม่เวอร์

ขอบคุณภาพประกอบ the blue acrobats photography



กาย-ใจ...ให้พอดีกัน 

ถ้าไม่พอดี..ส่วนที่ไม่พอดีนั่นน่ะคือส่วนที่ปรุงแต่ง 
เหมือนขันธ์นี่ ขันธ์มันมีพอดีอยู่เท่านี้ ... เท่ากับปัจจุบัน 

ถ้าขันธ์ที่เกินจากปัจจุบันกายปัจจุบันจิตตรงที่รู้อยู่เห็นอยู่ตรงนี้ 
พวกนี้เป็นอุปาทานขันธ์ทั้งหมด หรือว่าเป็นขันธ์หลอก 
ขันธ์ปลอม ขันธ์ไม่จริง เป็นขันธ์ที่ไม่มีสาระแก่นสาร 

แล้วถ้าไม่มีสติ ไม่มีสมาธิที่ตั้งมั่นรู้อยู่กับปัจจุบัน 
พวกเรามักจะหลง เผลอเพลินไปกับมัน 
เข้าไปมี เข้าไปเป็น เข้าไปหมายมั่น 

แล้วก็เกิดความหลงผิดจริงจัง 
คิดว่าตัวนั้นเป็นตัวตนที่แท้จริง 
เป็นตัวเรา มีความเป็นเรา ความเป็นของเรา 
มันก็ไปเป็นทุกข์เป็นสุข มีสุขทุกข์ล่วงหน้าเกิดขึ้น

เพราะนั้นน่ะ การที่จะอยู่กับปัจจุบัน รู้เห็นปัจจุบัน มีการสอดส่องอยู่เสมอ 
นี่เขาเรียกว่ามีการพิจารณาธรรม ใคร่ครวญธรรมอยู่เสมอ 

อะไรมันเกิดขึ้นมา อะไรมันปรากฏขึ้นมา 
ก็อย่าไปตื่นเต้นตกใจ หรือว่าดีใจเสียใจอะไร

ให้ใคร่ครวญด้วยความแยบคายว่าธรรมนี้คืออะไร 
จริงหรือปลอม ใช่หรือไม่ใช่ เกินหรือขาด 

ถ้ามันไม่ใช่ มันก็ต้องมาเทียบเคียงดู
กับปัจจุบันขันธ์ที่ปรากฏ ยืน เดิน นั่ง นอน เท่านี้

นอกนั้นละได้ละไป อย่าไปจริงจังกับมัน 
ก็จะเห็นว่ามันเป็นขันธ์ที่เป็นอุปาทานขันธ์ 
เป็นขันธ์ไม่จริง ขันธ์ที่จะก่อให้เกิดทุกข์ อุปาทานทุกข์ 
ขันธ์ที่เกิดความต่อเนื่องไม่จบไม่สิ้น ขันธ์ที่ไม่มีวันจบ 

ก็มาอยู่กับขันธ์ปัจจุบัน แล้วก็รู้อยู่เห็นอยู่ 
ยืนเดินนั่งนอน เดี๋ยวก็เกิด เดี๋ยวก็ดับ

แล้วก็มาเรียนรู้ปัจจุบันธรรมปัจจุบันขันธ์ 
มันก็เห็นปัจจุบันนั้นเป็นขันธ์แค่ชั่วคราว 

เห็นความเป็นชั่วคราว แล้วก็หายไป เกิดใหม่แล้วก็หายไป 
ตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ในความเป็นกลาง ตั้งอยู่บนความเป็นกลาง 
ตั้งอยู่บนความเป็นปกติ ตั้งอยู่บนความเป็นธรรมดา 

คือมันไม่ใช่ความเป็นสัตว์ เป็นบุคคลอะไร 
เหมือนกับเป็นซากขันธ์ อยู่กับซากขันธ์ที่แท้จริง

ส่วนอาการที่เป็นนามธรรม นามขันธ์ 
ถ้าจำเป็นต้องใช้ ต้องคิดต้องปรุง 
ก็ใช้ไปจบไป เป็นเรื่องๆๆ ไป

ถ้าไม่มีอะไร ไม่จำเป็นต้องคิด ไม่จำเป็นต้องปรุง
ก็ไม่ต้องปรุง ก็ละ ก็วาง ก็ปล่อย 
ก็แค่รู้ว่า ..เออ มันคิด ..อ้อ มันปรุง แค่นั้น 
อย่าไปสนใจ อย่าไปจริงจัง อย่าไปหา 
หรือว่า ให้ความคิดมันพาไปหาอะไร
คือไม่ตามใจมัน ไม่ตามมันไป ไม่ตามอารมณ์ 
ไม่ตามความอยาก ไม่ตามความไม่อยากออกไป 

ใจมันจะต้องตั้งมั่นเข้มแข็ง
ถ้าใจอ่อน ใจไหว ใจอ่อนแอนี่ 
มันมักจะตกลงไปในกระแสความปรุงแต่ง 
กระแสโลก กระแสผัสสะ ซึ่งมันจะมีอยู่ตลอดเวลา 

ถ้าไม่มั่นคงหรือว่าไม่เอาจริง
ในการที่กลับมาตั้งอยู่ในฐานกายใจ รู้อยู่เห็นอยู่เดี๋ยวนี้ขณะนี้นี่ 
ในโลก...ที่เราทำงานอยู่...ที่เราสัมผัสสัมพันธ์กับผู้คนอยู่ 
ยังไงๆ มันจะเป็นช่องทางออกอยู่ตลอดเวลา 
ไหล เลื่อนลอยออกไป ตามรูปเสียงกลิ่นรส 
ตามความอยากนิดๆ หน่อยๆ 

ไอ้เริ่มจากนิดๆ หน่อยๆ นี่ 
เดี๋ยวมันจะยืดยาวไปเลยแหละ 
บางที ..เฮ้ย ไม่เป็นไรหรอกๆ ปล่อยมันไป
ปล่อยมันไป ไม่เป็นไร ไม่ต้องดูไม่ต้องจริง
เดี๋ยวมันจะก่อร่างสร้างฐานเป็นความหลง
มันลาก ดึงกลับยากแล้ว

พอกลับมามีสติจะระลึกรู้ปุ๊บ 
มันเหมือนกับกระแสน้ำหลากน่ะ 
พอเป็นกระแสน้ำหลากแล้วเราไปยืนอยู่ตรงนั้น...น้ำเชี่ยวน่ะ 
เราก็เหมือนกับใบไม้ลอยอยู่ในกระแสน้ำเชี่ยวน่ะ 
มันไม่มีทางตั้งหลักตั้งฐานได้เลย 

แต่ถ้าเราไม่ประมาท ไม่เลินเล่อ 
แล้วก็รู้อยู่เสมอ รู้อยู่เนืองๆ รู้อยู่เป็นนิจ 
ไม่ว่านิดไม่ว่าหน่อย ไม่ว่ามันจะเคลื่อน ไม่ว่ามันจะขยับ 
นิดนึงก็รู้ นิดหน่อยก็เอา กลับมารู้ไว้ ตั้งไว้ 
ไม่มีอะไรก็ต้องรู้ ไม่มีอารมณ์ก็ต้องรู้ 
ก็มารู้กายเป็นฐานไว้ 

เนี่ย ใจมันจะเข้มแข็งขึ้นตามลำดับ 
สมาธิมันจะตั้งมั่น มั่นคง ไม่หวั่นไหว
ยิ่งไม่หวั่นไหวเท่าไหร่ มันจะยิ่งเห็นชัดเจน
ในความเป็นไตรลักษณ์มากขึ้นเท่านั้นเอง 

ไม่ต้องไปหาความเป็นไตรลักษณ์หรอก 
ขอให้จิตตั้งมั่นเถอะ มันเห็นเอง 
เห็นอาการผ่านไปผ่านมา ไหลไปไหลมา 
เห็นอาการที่ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ของเขา 
มันเป็นอาการอะไรอย่างหนึ่งแค่นั้นเอง 
วูบวาบๆ ผ่านไปผ่านมาแค่นั้นเอง 
มันจะดำรงความเป็นกลางอยู่อย่างนั้น ด้วยใจที่ตั้งมั่น 
รู้อยู่เห็นอยู่อย่างเดียวนั่นแหละเป็นหลัก

เพราะนั้นสมาธิสำคัญ ...ถ้าไม่ตั้งมั่น ถ้าไม่เข้มแข็งนี่ 
จะถูกกระแสโลกกระแสขันธ์เนี่ย พัดพาไป
ไปตามกระแสที่เกิดอาการที่เรียกว่า หมุนวน” 
วนไปหาทุกข์ แล้วก็จมดิ่งลงไปในกองทุกข์ เร่าร้อน ขุ่นมัว 
ถึงไม่ทุกข์เป็นก้อนเป็นกำก็เศร้าหมอง ขุ่นมัว 
เกิดความไม่ชัดเจนในสิ่งใดเลย 
มันเกิดความละล้าละลัง ไม่ชัดเจน ไม่แน่ใจ 

นั่นแหละคือความเศร้าหมอง เป็นมลทิน 


คำสอน "พระอาจารย์"
(แผ่น 7) แทร็ก 7/1




(หมายเหตุ : มีบทที่ทำต่อเนื่องจากในแทร็กเดียวกันนี้
อ่านต่อได้ที่บท

"หมู"...รึเปล่า?
http://ngankhamsorn.blogspot.com/2017/01/blog-post_6.html