วันจันทร์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2557

"บูชา"



:09: 


วันเวลา ชีวิตของขันธ์
มันมอดไหม้ๆๆ ไปตามลำดับ
เหมือนก้านธูปที่จุดไฟแล้ว

เวลาที่ผ่านไปทุกวินาที
มันกลายเป็นขี้เถ้าแล้ว...เอาคืนไม่ได้แล้ว


แต่ว่ามันควรที่ให้เป็นการบูชาคุณพระพุทธเจ้าอยู่รึเปล่า
หรือว่าจุดทิ้งจุดขว้างไปซะอย่างนั้น


ใช้เวลาที่หมดไปบูชาคุณพระรัตนตรัย เคารพพระธรรม
อยู่ที่กายใจก็คือการเคารพพระธรรม

พระธรรมก็คือธรรมชาติ ธรรมชาติที่แท้จริง
ธรรมะก็อยู่ตรงนี้...ที่ธรรมชาติกายธรรมชาติใจ
นี่คือธรรมะสูงสุด

พระพุทธเจ้าก็อยู่ที่นี้...อยู่ที่ธรรมชาติสูงสุด 



:09: 


พระอาจารย์

วันพุธที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2557

"โมฆะฯ" รึเปล่า



ธรรมปฏิบัติในยุคสมัยนี้ ที่มันเหมาะที่สุดน่ะ 
ปฏิบัติแล้ว...เกิดความรู้ความเข้าใจได้ด้วยตัวเอง 
โดยไม่สงสัย แล้วก็ไม่หลงทาง ง่ายๆ นี่
ไม่มีอะไรเกินมหาสติหรอก คือสติปัฎฐานสี่นั่นเอง 



มันไม่เหมือนกับการปฏิบัติธรรมในสมัยแต่ก่อน 

การเข้าถึงมรรค การเข้าถึงผลนี่ มันมีหลากหลายวิธีการ แล้วก็ทำได้ด้วย 
แต่ในสมัยนี้มันยาก ...ไม่ใช่ไม่ได้...แต่มันยาก 

เพราะจริตสันดานของคนในยุคนี้ ตั้งแต่เกิดมานี่ 
มันรับรู้ รับทราบ รับจำ อะไรที่มันเกินจริงมาก จนถึงมากที่สุด 

การรู้ การคิด การจำนี่ มันล้ำเกินจริง 


เพราะนั้นสิ่งที่มันเก็บ ที่มันฝังไว้ในสัญญา ในความจำได้หมายรู้นี่ 

มันละเอียดในความปรุงแต่งของกิเลสสังขาร 

ยากต่อการที่เลิกละเพิกถอนด้วยอำนาจของเจโตวิมุติ เจโตกึ่งปัญญาวิมุติ 


เพราะไอ้ความรู้เกินจริงนี่ เวลามันรู้ เวลามันทราบ 

เวลามันเข้าไปเสพเข้าไปเสวยแล้วนี่ มันไม่ยอมทิ้ง 
มันทิ้งได้ยาก เพราะมันมีรสชาติ...รสชาติที่พอใจ 
พอดีกับกิเลสความต้องการ ความอยาก ความปรารถนา 



เพราะนั้นไอ้การที่มันจะสำรวมจิตให้สงบ ด้วยอุบายใดอุบายหนึ่งนี่ 

มันจึงไม่สามารถทำได้ ทำได้ก็ได้เล็กน้อย 
ไม่เพียงพอต่อการจะน้อมนำเอาความสงบนั้นไปเป็นรากฐานของการพิจารณา 
กระทั่งทำความสงบในรูปแบบนั่งสมาธิเดินจงกรมยังยาก 

เพราะมันไม่สามารถจะรวมจิตให้เป็นหนึ่งได้ด้วยอุบาย 


เพราะงั้นการปฏิบัติในยุคหรือในคนสมัยนี้ และสมัยหน้าและสมัยต่อๆ ไปนี่ 

จึงต้องมาเน้นอยู่ที่สติปัฏฐานให้มากที่สุด คือการฝึกสติ 
แล้วก็ใช้ชีวิตไปตามปกติวิสัย ทำหน้าที่ยังไง ยืนเดินนั่งนอน 
กิจกรรมภายนอกอย่างไร ก็ไม่ต้องไปปรับเปลี่ยนแก้ไขกับมันมากจนเกินไป 
เพียงแต่ว่าระลึกรู้บ่อยๆ ในอาการปัจจุบัน ว่ากำลังทำอะไร 

กำลังอยู่ในเหตุการณ์ไหน มีความรู้สึกอย่างไร 


ด้วยการที่ทำอย่างนี้ แล้วก็พากเพียรที่จะฝึกความระลึกรู้กับตัวเองบ่อยๆ 

มันจึงจะเป็นรากฐาน ในการดำเนินไปในองค์มรรค

อย่าใจร้อน อย่าใจเร็ว ...เพราะความคิดน่ะมันล้ำ มันล้ำยุคล้ำสมัยเกินไป 

อะไรๆ มันได้มาแบบรวดเร็ว มักง่าย จนเคยชิน จนติดเป็นนิสัย 


พอมาเริ่มภาวนา การกำหนดระลึกรู้ ผลยังไม่ทันปรากฏ ...มันก็จะเอาไวๆ 

ถ้าไม่ได้ก็เริ่มท้อถอยบ้าง พาลบ้าง หาว่าไม่ได้ผลบ้าง...จิตมันไว

มันคุ้นเคยกับอะไรที่ได้มาง่ายๆ ...สมัยนี้อะไรมันได้มาง่ายทั้งนั้น ภายนอกน่ะ 


แค่นึกคิด แค่ต้องการ มันก็หยิบโทรศัพท์ หยิบมือถือ 

มันก็ได้ดิลิเวอรี่มาถึงที่ส่งถึงบ้าน อะไรอย่างนี้ ...มันไว 

จะไปไหนมาไหนก็รวดเร็วทันใจ ไม่ติดไม่ขัด สะดวกสบาย เลยติดเป็นนิสัย 


พอมาเริ่มภาวนามันก็ติด จะเอาแบบเร็วๆ สบายๆ เหมือนที่คุ้นเคย

เพราะนั้นสิ่งที่มันจะขาดสำหรับผู้เริ่มภาวนาในยุคนี้ก็คือ 
ขาดความเพียร ความหมั่น ความขยัน ในการที่จะฝึกตัวเอง 

ฝึกการรู้อยู่กับตัว เรียกว่ารู้ตัว นั่นแหละ ก็คือตัวสตินั่นเอง 


ถ้ามีความเพียร ไม่ท้อไม่ถอย สมาธิปัญญามันเกิดขึ้นได้ 

ในทุกที่ ทุกสถาน ทุกเวลา...โดยไม่เลือก 
ไม่เลือกท่านั่ง ไม่เลือกท่ายืน ไม่เลือกสถานที่ ไม่เลือกเวลา

มันก็จะสามารถตั้งได้ตามเหตุอันควรแห่งศีล แห่งสติ ที่ถึงพร้อมในระดับนั้นๆ 


ไม่ได้ตั้งขึ้นได้ด้วยความอยาก ไม่ได้ตั้งขึ้นได้เพราะคิดเอาเอง

ไม่ได้ตั้งขึ้นเพราะคนอื่นเขาบอก...ไม่ใช่ 

มันตั้งตามเหตุแห่งศีลแห่งสติ 


ถ้าประกอบเหตุแห่งศีลแห่งสติในปัจจุบันนี่มากเพียงพอ 

จิตจะตั้งมั่นขึ้นไปตามลำดับเอง ...แต่อาจจะช้า 
ไอ้ที่มันช้าก็เพราะว่าทำน้อย ปล่อยปละละเลยมาก 

ความอยากมาก คิดมาก เรื่องมาก มากเรื่อง เนี่ย พวกนี้ 


ถ้ามันตกอยู่ในอาการนี้ “มาก” เท่าไหร่ 

หรือเข้าไปมีเจตนาอยู่ในอาการเหล่านี้มากขึ้นเท่าไหร่ 
ผลแห่งสมาธิปัญญาก็น้อยลงเท่านั้น 

อันนี้คือหลักตามความเป็นจริง มันเป็นหลักอย่างนี้ 
ไม่ว่ายุคสมัยไหนก็ต้องอยู่ในหลักนี้ 

"ประกอบเหตุเช่นใด ผลได้อย่างนั้น"


ประกอบเหตุแห่งมรรค ประกอบเหตุแห่งศีล ประกอบเหตุแห่งสติ 

ผลก็ได้เป็นจิตตั้งมั่น จิตเป็นสมาธิ 

ประกอบเหตุแห่งอวิชชาตัณหาอุปาทาน 
จิตก็ฟุ้งซ่าน ล้มเหลว เหลวไหล เหลาะแหละ โลเล ขุ่นมัว เศร้าหมอง 

มีกิเลส...มาก ใหญ่ น้อย...ตามออกมา ไม่จบไม่สิ้น 


นี่ ธรรมทั้งหลายทั้งปวงมันขึ้นอยู่กับเหตุ 

ธรรมทั้งหลายทั้งปวงขึ้นอยู่กับการประกอบเหตุของสัตว์บุคคลนั้นๆ 

แต่มันมักจะเชื่อความคิดของตัวมันเองน่ะว่าคิดดีแล้ว วิเคราะห์ดีแล้ว 
คิดเองเออเอง เข้าใจเอาเองน่ะ ...ก็ว่ามันน่าจะเป็นอย่างนั้น มันไม่น่าจะเป็นอย่างนี้ 
มันก็ตายอยู่กับความคิดนั้นไป จิตมันก็ไม่บังเกิดอะไรเป็นมรรค อะไรเป็นผลขึ้นมา 
ไม่เกิดความรู้ความเข้าใจชัดเจนในตัวขันธ์ 

ตัวกาย ตัวจิตปัจจุบัน ตัวสิ่งแวดล้อมรอบตัวเองรอบขันธ์


อดทน ขยัน สร้างนิสัยระลึกรู้อยู่กับตัวบ่อยๆ 

ไม่อ้างกาล ไม่อ้างเวลาสถานที่ ไม่อ้างหน้าที่การงาน ไม่อ้างธุระปะปัง 

คือถ้าตั้งใจฝึกน่ะมันฝึกได้ จิตน่ะ มันก็ไม่ใช่ว่าดื้อด้านหรือว่าดื้อดึงจนเกินวิสัย 


แต่ที่มันไม่ค่อยได้มรรค มันไม่ค่อยได้ผลกันนี่ เพราะมันไม่ทำ 

มันไม่ประกอบเหตุแห่งศีลแห่งสมาธิขึ้นมา 
มันไม่ประกอบเหตุแห่งองค์มรรคขึ้นมาเท่านั้นเอง

ถ้าสัตว์ในโลก บุคคลในโลก ขยันหมั่นเพียรในการประกอบเหตุแห่งศีลสมาธิปัญญา 

พระอริยเจ้า มรรคผลนิพพานนี่ ไม่อดไม่อยากหรอกในโลกนี้


แต่พอมันยิ่งอยู่ในโลกนี้มานาน เกิดตายๆ มานาน 

เทคโนโลยี ความคิดความปรุงแต่ง ความซับซ้อนของความคิด ความซับซ้อนของอารมณ์ 
ความละเอียดแห่งความปรุงแต่งให้เกิดความซับซ้อนของเวทนาทั้งหลายทั้งปวงมันมาก 



มันเลยฉุด มันเลยลาก มันเลยรั้ง มันเลยดึง มันเลยเหนี่ยว 

มันเลยเข้ามาเกาะกุม จนไม่ต้องมาทำมาหากินในองค์มรรคแล้ว 
เนี่ย อยากเกิดมาช่วงนี้ทำไม 

ก็มันขี้เกียจ ก็มันไม่ขยันหมั่นเพียรในการทำความรู้ความเข้าใจ 

ประกอบกระทำในเหตุแห่งมรรคทั้งหลายทั้งปวง


อย่าปล่อยให้มันโง่ซ้ำซาก หลงซ้ำซาก อยู่ในอาการเดิมๆ ซ้ำซาก วนไปเวียนมา 

ซ้ำซากอยู่ในความคิด ซ้ำซากอยู่ในเรื่องราวต่างๆ นานา ทั้งในอดีต ทั้งในอนาคต 

เพ้อฝัน เพ้อเจ้อ ไม่มีสาระ ...เสียเวลา 


หมดเวลาไปเปล่าๆ ปลี้ๆ พร้อมกับชีวิตที่ดับไปทุกขณะ ...สุดท้ายก็หมดอายุขัยไป 

ไม่มีสาระคุณค่าในการเกิด ในการดำรงชีวิต ในชาตินั้นๆ เลย 
อย่าให้เหมือนกับที่พระพุทธเจ้าท่านเรียกว่าเป็น โมฆะบุรุษ โมฆะสตรี 

ไม่ต้องแข่งกันเป็น ...เพราะแปดพันล้านคนในโลกนี่ 
มันเป็นอย่างนั้นกันเยอะแล้ว โมฆะบุรุษ โมฆะสตรีนี่ 
อย่าไปเพิ่ม อย่าไปรันนิ่งนัมเบอร์กับเขา 

เป็นลูกหลานชาวพุทธน่ะ พุทธมาตั้งแต่เกิด ...แต่จิตมันยังไม่เป็นพุทธ 
มันยังเข้าไม่ถึงพุทธะ ยังเข้าไม่ถึงธรรมะ ยังเข้าไม่ถึงสังฆะ 

... แล้วเมื่อไหร่มันจะเข้าได้สักที ...


พระอาจารย์

แทร็ก 9/34

http://larndham.org/index.php?/topic/40307-%E0%B8%8A%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%93%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B9%8C-2/page__pid__808036__st__900&#entry808036

วันจันทร์ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2557

ครรลอง



:09:


เพราะนั้นว่าในขั้นตอนของพวกเราก็คือ...รู้ตัวให้มาก 
เพราะว่าถ้าศีลเล็กน้อย ศีลกระพร่องกระแพร่ง 
ศีลด่างพร้อย ศีลขาด ศีลทะลุ แล้ว


อย่าถามหามรรคผลนิพพานนะ...เป็นไปไม่ได้ 



ศีลคือกาย กายคือศีล


เอาจนมันถึงว่าก้อนนี้เป็นก้อนศีล...ไม่ใช่ก้อนเรา 
ดูมันจนเห็นว่าก้อนนี้เป็นก้อนธาตุ ไม่ใช่ก้อนหญิงก้อนชาย 



จนจิตมันเชื่อ



ไม่ใช่ไปบังคับให้มันเชื่อ ดูเอาจนมันเชื่อเองน่ะ 
เอาจนจิตมันหมดคำพูดมาเถียงน่ะ 




มันจะต้องอาศัยความต่อเนื่องซ้ำซากขนาดไหน...ก็นึกเอาแล้วกัน 




แต่ถ้ายังไม่เกิดความต่อเนื่องจริงจังน่ะ 
อย่าทิ้งกาย อย่าปล่อยให้มันหายนาน 
อย่าให้มันห่างกายปัจจุบัน 
อย่าไปจมแช่คิดค้นกับเรื่องราว 
ทั้งทางโลกและก็ทางธรรม...ข้างหน้าข้างหลัง 



ยิ่งห่างไกลกาย ยิ่งห่างกายปัจจุบัน 
ยิ่งออกจากกายปัจจุบันนานเท่าไหร่ 
การพอกพูนภพและชาติมากขึ้นเท่านั้น 
การสะสมความไม่รู้ การพอกพูนความไม่รู้
เป็นอาสวะอนุสัยมันก็มากขึ้นเท่านั้น




ถ้าอยู่กับความไม่รู้ก็หมายความว่า
กำลังของมันก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น 



เราถึงบอกว่าอย่าห่าง...
อย่าห่างรู้ อย่าห่างเห็น อย่าห่างกายปัจจุบัน 



อย่างน้อยวันหนึ่งๆ ก็ให้มันได้มากเท่าที่จะสามารถทำได้ 
แล้วก็ให้มากขึ้นไปเรื่อยๆ 



ไม่ต้องกลัวว่ามันจะมากเกิน 
ศีลสมาธิปัญญาอย่าไปกลัวว่ามันจะเกิน 



ไอ้ที่เรากลัวคือกลัวขาด กลัวจะไม่มีเลย 



เพราะส่วนมากมันไม่มีเลย 
และมันยังไม่รู้ตัวเลยว่ามันไม่มีเลย 




แล้วมันก็อยู่ได้หน้าตาเฉยแบบกลมกลืนมากกับโลก
มันเข้าไปกลมกลืนกับโลกแบบหน้าตาเฉย 
และไม่รู้สึกด้วยว่าผิด ไม่รู้สึกเลยว่าไม่ถูกในองค์มรรค
ไม่ได้สังเกตเห็นเป็นสำคัญเลย 



มันกลมกลืนอย่างมากเลยกับโลก 
เพราะว่ามันห่างศีลสมาธิปัญญา ห่างสติ ห่างกาย ห่างปัจจุบัน 



แต่ยิ่งมีปัจจุบัน อยู่กับปัจจุบันกาย ด้วยสติ มากขึ้นเท่าไหร่ 


ยิ่งใกล้ชิดองค์มรรค ยิ่งแนบชิดติดกับมรรค 



และก็ยิ่งเดินเข้าไปในมรรค ลึกเข้าไปในมรรค ...เรื่อยๆ 




ถนนของมรรค หรือว่าเส้นทางของมรรค 



หรือว่าครรลองของมรรค มันก็ขยับเข้าไปๆ ในมรรค 



จนก็เป็นมรรคเบื้องต้น มรรคขั้นกลาง ... แล้วก็ที่สุดของมรรค




ก็ต้องอาศัยกายใจปัจจุบันเป็นหลัก 

ความต่อเนื่องคือการก้าวเดินไปในมรรคนั่นแหละ 



:09:



พระอาจารย์


แทร็ก 9/31

วันเสาร์ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2557

รดน้ำให้ชุ่มเย็น รสธรรมให้ชุ่มใจ



พระอาจารย์ – กิเลสเป็นของร้อนอยู่แล้ว มันเร่าร้อนในตัวของมันเองอยู่แล้ว สังขารน่ะเป็นทุกข์ จิตมันก็เร่าร้อน...สังขารจิต

แต่มันมีตัวเย็นอีกตัวคือใจ ใจที่รู้เห็นอยู่ ...ตรงนี้มันเย็นกว่าตรงนั้น

โยม – ไม่รู้สึกเลยเจ้าค่ะ

พระอาจารย์ – เออ (หัวเราะ) ...มันร้อน มันกลบอยู่ หาความสงบร่มเย็นไม่เจอแล้ว มันร้อนแบบไฟนรก เหมือนน้ำหยดลงไปในหม้อหรือกระทะที่ร้อนฉ่า

นั่นถือเป็นการชำระ ...เป็นวิบาก ที่จะต้องชดใช้ จิตนี่...ความงี่เง่าของจิตที่มันเข้าไปหมายมั่นในอารมณ์ ...เวลาละคลายออก มันก็ต้องร้อน ...เป็นวิบาก ที่จะต้องเสวย ...เพราะนั้นในลักษณะนี้ ไม่ต้องไปหาเลยความสงบ

ให้กลับมารู้ตัว...เพื่ออะไร ...เพื่อไม่ให้เข้าไปเติมเชื้อ แค่นั้นเอง ...ถ้าไม่งั้นนะ ถ้าไม่รู้ตัวอยู่กับกายนะ มันอดไม่ได้ที่จะเข้าไปยุ่ง มันจะเข้าไปด้วยอำนาจของความหลง ด้วยความเข้าใจผิดว่าจะไปทำอะไรกับมันดีมั้ย หรือจะไปหาความเป็นธรรมกับมันยังไง หาความเป็นจริงกับอาการนั้นยังไง

ไม่เอา...กลับมารู้ตัว แล้วก็รู้ตัวไปทั้งอย่างนั้น พยายามอย่าไปยุ่ง อย่าไปแตะต้อง...ก็ปล่อยให้เขาเป็นไป เราก็อยู่ในฐานของเราว่ารู้ตัวยืนเดินนั่งนอน เป็นฐานปัจจุบันตรงนี้ ...ส่วนจิตก็ดำเนินของเขาไป...เป็นการเรียนรู้ชดใช้ไป ต่อไปมันจะเข้าใจว่าจิตสักแต่ว่าจิต ...ไม่ใช่เรื่องของเรา

ไอ้ที่มันร้อนอยู่เพราะมันกำลังเผาความเป็นเราในนั้น...ที่เป็นเรื่องของเรา เป็นจิตของเรา...มันก็ร้อน ... ที่ร้อนเพราะ “เรา” ร้อน

บอกแล้วไง ... ใจไม่ร้อน ... แต่เรายังไม่เห็น...เพราะเราไปอยู่ในจิต.




:09:

พระอาจารย์
แทร็ก 4/15 (540530A)